ล้วงลึกประวัติ ลาซิโอ พญาอินทรีฟ้าขาวแห่งกรุงโรม

ล้วงลึกประวัติ ลาซิโอ พญาอินทรีฟ้าขาวแห่งกรุงโรม

โซซีเอต้าสปอร์ตีว่าลัตซีโย (Società Sportiva Lazio) หรือที่รู้จักกันทั่วไปในนาม ลาซิโอ คือสโมสรกีฬาที่ตั้งถิ่นฐานใน กรุงโรม แคว้นลัตซีโย ประเทศอิตาลี โดยในส่วนที่สร้างชื่อเสียงให้กับสโมสรมากที่สุดก็คือทีมฟุตบอล ทีมเจ้าของฉายา “เบียงโคเชเลสติ” หรือที่บ้านเราเรียกกันว่า “อินทรีฟ้าขาว” ถูกก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1900 และใช้เวลาส่วนใหญ่ลงชิงชัยอยู่ในลีกสูงสุดของประเทศมาโดยตลอด พวกเขาเคยได้แชมป์ลีกของประเทศ 2 ครั้ง (1974, 2000), แชมป์ โคปปา อิตาเลีย 6 สมัย และ ซูเปอร์โคปปา อิตาเลียน่า อีก 4 ครั้ง นอกจากนี้ยังเคยคว้าแชมป์ ยูฟ่า คัพ วินเนอร์ส คัพ และ ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ อีกอย่างละสมัย

ลาซิโอ ประสบความสำเร็จในรายการระดับเมเจอร์ครั้งแรกเมื่อปี 1958 จากการชนะเลิศในฟุตบอลถ้วย ก่อนจะคว้าแชมป์ เซเรีย อา ได้เป็นสมัยแรกในปี 1974 จนกระทั่งยุคปี 90 ที่ถือเป็นช่วงเวลาทองของพวกเขาอย่างแท้จริงจากการผ่านเข้าไปจนถึงรอบชิงชนะเลิศ ยูฟ่า คัพ ในปี 1998 และได้ครองถ้วยยุโรป 2 ใบในปี 1999 ก่อนจะมาคว้าแชมป์ลีกได้อีกในปี 2000 แต่จากวิกฤติทางด้านการเงินในปี 2002 ก็กลายเป็นสาเหตุที่บีบบังคับให้ แซร์โจ้ ครันญ็อตติ ประธานสโมสรในเวลานั้นต้องลาออกไปพร้อมกับการปล่อยตัวแข้งสตาร์เด่นออกไปเป็นจำนวนมาก จนทำให้ผลงานในลีกของพวกเขาค่อยๆถดถอยลง

แม้จะถูกรัดเข็มขัดในด้านของงบประมาณแต่ อินทรีฟ้าขาว กลับสามารถคว้าแชมป์ อิตาเลียน คัพ ได้ถึง 3 สมัยในปี 2004, 2009 และ 2013 ซึ่งก็ถือเป็นเครดิตของ เคลาดิโอ โลติโต้ ประธานสโมสรคนปัจจุบันที่ก้าวเข้ามาดำรงตำแหน่งนับตั้งแต่ปี 2004 ซึ่งเป็นระยะเวลา 2 ปีหลังการจากไปของ ครันญ็อตติ ที่ได้ฝากสถานการณ์ที่ย่ำแย่เอาไว้

ชุดแข่งที่เป็นเอกลักษณ์ของทีมคือเสื้อสีท้องฟ้าที่มาพร้อมกับกางเกงและถุงเท้าสีขาว ซึ่งเป็นสีที่แสดงถึงชนชาติกรีก เชื้อสายดั้งเดิมของชาวโรมัน ก่อนที่ถุงเท้าสีฟ้าจะถูกเปลี่ยนมาใช้กับชุดแข่งทีมเหย้า ปัจจุบันพวกเขาลงเตะอยู่ใน สตาดิโอ โอลิมปิโก สนามเหย้าความจุ 70,643 ที่นั่ง ที่ใช้งานร่วมกับ โรม่า ไปจนถึงปี 2020 ก่อนที่ทีมคู่ปรับร่วมเมืองจะแยกตัวออกไปใช้สนาม สตาดิโอ เดลล่า โรม่า ของตนเอง แม้จากจุดเริ่มต้น ลาซิโอ จะไม่ได้มีการดำเนินงานเกี่ยวข้องกับทีมกีฬาระดับอาชีพใดๆก็ตาม แต่กลุ่มผู้ก่อตั้งสโมสรก็อนุญาตให้สมาชิกมีส่วนร่วมกับกิจกรรมด้านกีฬาต่างๆกว่า 40 ประเภท ซึ่งถือว่ามากที่สุดจากบรรดาสโมสรกีฬาทั่วทั้งโลก

ไทม์ไลน์ประวัติสโมสร

ไทม์ไลน์ประวัติสโมสร 1900

1900 – จากสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้งทั้งหมด 9 คนได้เริ่มเปิดตัวสโมสรในวันที่ 9 มกราคม 1900 และเลือกใช้ชื่อ ลาซิโอ ตามชื่อแคว้นที่อยู่ของพวกเขา ซึ่งสีท้องฟ้าที่ถูกนำมาใช้เป็นสีประจำสโมสรก็เพื่อเป็นการรำลึกถึงชนชาวกรีกโบราณและเพื่อเป็นการร่วมเฉลิมฉลองให้กับมหกรรมกีฬา โอลิมปิก เกมส์

1902 – สโมสรลงเตะแมตช์แรกกับ เวอร์ทัส ที่ถูกกล่าวถึงว่าเป็น โรมัน ดาร์บี้ นัดแรกอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งทีมก็เป็นฝ่ายเอาชนะไปได้ 3-0

1907 – สหพันธ์ฟุตบอลอิตาลี หรือ FIGC ให้การสนับสนุนการแข่งขันชิงแชมป์ลูกหนังแห่งกรุงโรม โดยที่ ลาซิโอ เป็นผู้ที่คว้าชัยในรายการนี้จากการปราบ เวอร์ทัส คู่ปรับเก่าในรอบชิงชนะเลิศ แต่ทีมกลับไม่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมแข่งขันในรายการระดับประเทศ

1910 – หลังจากลงเตะในระดับสมัครเล่นมานานครบ 10 ปี พวกเขาก็ตัดสินใจเปิดตัวทีมฟุตบอลระดับอาชีพและเข้าร่วมแข่งขันในเกมลีกอย่างเป็นทางการในปีนั้น

1913 – หลัง FIGC เปิดตัวลีกการแข่งขันภูมิภาคตอนกลางและตอนใต้ของประเทศขึ้นมาในฤดูกาล 2012-13 อินทรีฟ้าขาว ก็สามารถผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายในฐานะแชมป์ภูมิภาค ก่อนจะไปพ่ายแบบย่อยยับให้กับ โปร แวร์เชลลี่ 6-0 ในนัดชิงชนะเลิศ

1914 – พวกเขาผ่านเข้ารอบสุดท้ายอีกครั้งในฐานะแชมป์จากทางตอนใต้และทะลุเข้าไปจนถึงรอบชิงชนะเลิศเป็นปีที่สองติดต่อกัน แต่ก็ยังคงต้องผิดหวังจากการปราชัยให้กับ คาซาเล่ ด้วยสกอร์ที่เละเทะยิ่งกว่าเดิม 9-1

1915 – แม้ทีมจะยังรักษามาตรฐานด้วยการเป็นแชมป์ภูมิภาค แต่การแข่งขันรอบสุดท้ายเพื่อชิงแชมป์ของประเทศกลับถูกยกเลิกไปก่อนเนื่องจาก อิตาลี ย่างเข้าสู่ภาวะ สงครามโลกครั้งที่ 1

1923 – หลังสงครามสงบลงและลีกการแข่งขันก็กลับมาลงเตะกันต่อเป็นปีที่ 4 ลาซิโอ ก็สามารถฟันฝ่าเข้าไปจนถึงรอบชิงชนะเลิศในระดับประเทศได้อีกครั้ง แต่ก็ไม่อาจต้านทานความร้อนแรงของ เจนัว ที่สยบพวกเขาลงได้อย่างราบคาบ 6-1

1926 – จากการพยายามปรับโครงสร้างลีกก็ทำให้ทีมร่วงตกลงไปสู่ ดิวิชั่น 2 หรือ ปรีม่า ดีวีซีโอเน่ ในฤดูกาลถัดไป

1927 – ลาซิโอ สามารถกลับขึ้นมายังลีกสูงสุดของประเทศได้หลังเข้าป้ายเป็นที่หนึ่งของกลุ่ม D ใน ปรีม่า ดีวีซีโอเน่ ฤดูกาล 1926-27 ต่อมาในช่วงซัมเมอร์ปีนั้นด้วยนโยบายทางการเมืองของ ลัทธิฟาสซิสต์ ที่กำลังเรืองอำนาจอยู่ใน อิตาลี ก็ได้มีความพยายามที่จะรวบรวมสโมสรทั้งหมดใน กรุงโรม ให้มีความแข็งแกร่งเพียงพอที่จะไปต่อกรกับทีมระดับบิ๊กเนมทางตอนเหนือ แต่ด้วยมุมมองที่เห็นต่างของ นายพลจอร์โจ้ วัคคาโร่ นายทหารใหญ่ของลัทธิฟาสซิสต์ผู้รับบทบาทหัวเรือใหญ่ที่ช่วยผลักดันให้ ลาซิโอ ยังคงรักษาอัตลักษณ์ของตัวเองเอาไว้ได้ต่อไป ก่อนที่การรวมตัวของสโมสรที่เหลือจะกลายเป็นจุดกำเนิดของ อาแอส โรม่า ทีมคู่ปรับตลอดกาลของพวกเขา

1929 – เบียงโคเชเลสติ มีโอกาสเป็นหนึ่งในสโมสรที่ร่วมเปิดตัว เซเรีย อา อย่างเป็นทางการ และสามารถเอาชนะ โบโลญญ่า 3-0 ในนัดเปิดฤดูกาล แต่สุดท้ายแล้วพวกเขากลับทำได้เพียงจบฤดูกาล 1929-30 ด้วยอันดับที่ 15 และหมิ่นเหม่ต่อการตกชั้น

1932 – พวกเขากลายเป็นทีมแรกใน เซเรีย อา ที่ชักนำชาวบราซิลเข้ามาสู่วงการลูกหนังภายในประเทศ เริ่มต้นด้วย อมิลการ์ บาบาย อดีตกองกลางทีมชาติบราซิล ที่เข้ามานั่งเก้าอี้กุนซือในช่วงออกสตาร์ทฤดูกาล 1931-32 แต่ก็ทำได้แค่พาทีมจบในอันดับที่ 13

พวกเขากลายเป็นทีมแรกใน เซเรีย อา ที่ชักนำชาวบราซิลเข้ามาสู่วงการ

1934 – หลังจบด้วยอันดับที่ 10 สองฤดูกาลซ้อนภายใต้การคุมทีมของ คาร์ล สตวร์มเมอร์ ก็ทำให้เขาถูกแทนที่ด้วย วอลเตอร์ อัลท์ ในช่วงออกสตาร์ทซีซั่น 1934-35 ที่เข้ามาพร้อมกับ สเตฟาโน่ ปิโอลี่ ยอดดาวยิงที่กลายเป็นตำนานดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของ เซเรีย อา จวบจนทุกวันนี้

1937 – ด้วยฟอร์มอันร้อนแรงของ ปิโอลี่ ที่กระหน่ำไปทั้งหมด 21 ประตูจนผงาดขึ้นมาเป็นดาวซัลโวในฤดูกาล 1936-37 ก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้ทีมเข้าป้ายเป็นอันดับที่ 2 โดยมีแต้มตามหลัง โบโลญญ่า เพียง 3 คะแนน

1938 – แม้ทีมจะตกลงมาอยู่ในอันดับที่ 8 ในซีซั่นต่อมา แต่ด้วยผลงานส่วนตัวของ ปิโอลี่ ก็ยังยอดเยี่ยมเพียงพอที่จะทำให้เขากลายเป็นผู้เล่นหนึ่งเดียวของสโมสรที่ติดทีมชาติอิตาลีไปลงเตะใน ฟุตบอลโลก 1938 และสามารถคว้าตำแหน่งรองดาวซัลโวที่ช่วยให้ อัซซูร์รี่ ก้าวขึ้นไปเป็นแชมป์โลกสมัยที่ 2

1941 – หลังเข้าป้ายเป็นอันดับที่ 4 ได้ในฤดูกาลที่ผ่านมา จู่ๆทีมก็ทำผลงานร่วงลงอย่างน่าใจหาย จนทำให้มีการเปลี่ยนแปลงผจก.ทีมถึง 2 ครั้ง ก่อนที่พวกเขาจะยังเอาตัวรอดได้จากการจบด้วยอันดับที่ 14 โดยทำแต้มได้เท่ากับ โนวาร่า ทีมตกชั้นแต่ยิงประตูได้มากกว่า

1943 – ลาซิโอ จบฤดูกาลสุดท้ายก่อนเข้าสู่ภาวะ สงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยอันดับที่ 9 พร้อมๆกับการอำลาทีมไปอยู่กับ โตริโน่ ของ สเตฟาโน่ ปิโอลี่ ที่ช่วยทำประตูในลีกให้กับพวกเขารวมกัน 143 ลูกจาก 227 เกม

1949 – หลังจากเกมลูกหนังกลับมาลงเตะกันอีกครั้งตั้งแต่ฤดูกาล 1945-46 พวกเขาก็กลายเป็นทีมที่ประคองตัวอยู่ตรงกลางตารางมาโดยตลอด ไม่เว้นแม้แต่ฤดูกาล 1948-49 ที่ทีมจบในอันดับที่ 13 ท่ามกลางการก่อหวอดประท้วงของผู้เล่นหลายคนเนื่องจากวิกฤติทางเศรษฐกิจที่ทำให้สโมสรหั่นค่าเหนื่อยนักเตะลงไปที่เรทต่ำสุด

1951 – แต่ภายใน 2 ซีซั่นต่อมาพวกเขากลับทำผลงานดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจากการเข้าป้ายเป็นอันดับที่ 4 ได้ติดต่อกัน นอกจากนี้แฟนๆของ อินทรีฟ้าขาว ยังได้สะใจกันเต็มที่จากการได้เห็น โรม่า ร่วงตกชั้นลงไปหลังจบฤดูกาล 1950-51

1956 – หลังทำผลงานดร็อปลงไปอยู่กลางตารางตลอด 3 ปีที่ผ่านมา พวกเขาขยับกลับขึ้นมาอยู่ที่ 3 ได้หลังจบ 34 นัดในฤดูกาล 1955-56

1958 – แม้ทีมจะรั้งอันดับที่ 3 ได้ใน 2 ซีซั่นที่ผ่านมาแต่ฟอร์มในลีกฤดูกาลนี้กลับสาละวันเตี้ยลงจนไปจบอยู่อันดับที่ 12 ซึ่งสวนทางกับผลงานในถ้วย โคปปา อิตาเลีย ที่สามารถทะลุเข้าไปจนถึงรอบชิงชนะเลิศ ก่อนจะคว้าโทรฟี่ระดับเมเจอร์ใบแรกมาประดับสโมสรได้จากการเฉือนเอาชนะ ฟิออเรนติน่า 1-0 ด้วยประตูชัยของ เมาริลิโอ ปรินี่ ดาวเตะที่ตัดสินใจย้ายไปอยู่กับ ทีมม่วงมหากาฬ ในภายหลัง

1961 – เบียงโคเชเลสติ เปิดหัวทศวรรษปี 60 ได้อย่างน่าผิดหวัง จากการร่วงลงไปอยู่ในอันดับบ๊วยในฤดูกาล 1960-61 โดยมีแต้มห่างจากทีมที่รอดตกชั้นถึง 11 คะแนน

1963 – หลังพลาดโอกาสเลื่อนชั้นไปแบบหวุดหวิดเมื่อซีซั่นที่ผ่านมา ในที่สุดพวกเขาก็ทำสำเร็จด้วยการเข้าป้ายเป็นที่ 3 รองจาก บารี่ และ เมสซิน่า ทีมแชมป์ เซเรีย บี

1964 – ภายใต้การฝึกสอนและพาทีมเลื่อนชั้นโดย ฮวน คาร์ลอส ลอเรนโซ่ ผลงานในปีแรกของการกลับคืนสู่ เซเรีย อา ก็ยังพอไปวัดไปวาได้จากการจบในอันดับที่ 8 และมีสถิติเกมรับอันเหนียวแน่นเป็นอันดับ 3 ของลีกรองจาก โบโลญญ่า และ อินเตอร์ มิลาน 2 ทีมที่อยู่บนหัวตาราง

1965 – เริ่มเกิดสภาวะวิกฤติทางการเงินขึ้นในสโมสรอีกครั้ง จนกระทั่ง อุมแบร์โต้ เลนซินี่ นักธุรกิจ 2 สัญชาติ อเมริกัน-อิตาเลียน จะกระโจนเข้ามาช่วยเหลือและก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานสโมสรในเวลาต่อมา

1967 – และแล้วทีมก็ร่วงลงสู่ เซเรีย บี อีกครั้งจากการเป็นทีมบนสุดที่ติดอยู่ในพื้นที่สีแดง และมีคะแนนน้อยกว่า เบรสชา ที่รอดตกชั้นเพียงแค่แต้มเดียว

1969 – แม้เริ่มต้น ลาซิโอ จะถูกวางให้เป็นทีมเต็งที่จะกลับขึ้นไปได้ในซีซั่นที่ผ่านมาแต่พวกเขากลับทำได้เพียงจบอยู่ในพื้นที่กลางตาราง จนทำให้ เลนซินี่ แก้ปัญหาด้วยการตามตัว ฮวน คาร์ลอส ลอเรนโซ่ ที่จากทีมไปเมื่อ 4 ปีก่อนกลับมานั่งเก้าอี้อีกครั้ง จนกระทั่งแผนการมาบรรลุผลตามที่ตั้งไว้จากการคว้าแชมป์ เซเรีย บี ได้เป็นครั้งแรกและครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ของสโมสร

1971 – แต่หลังจากพาทีมประคองตัวอยู่ใน เซเรีย อา ได้ไม่นาน พวกเขาก็หล่นลงมาอยู่ใน เซเรีย บี อีกครั้งจากการจบในอันดับรองบ๊วยพร้อมกับการจากไปของ ลอเรนโซ่

1972 – แต่แฟนๆก็ใช้เวลารอคอยไม่นาน เมื่อพวกเขาสามารถกลับคืนสู่ลีกสูงสุดได้ในฤดูกาลต่อมาจากการเข้าป้ายเป็นที่ 2 รองจาก แตร์นาน่า

1973 – อินทรีฟ้าขาว หวนกลับมาเปิดตัวในลีกสูงสุดของประเทศได้อย่างสง่าผ่าเผย จากความโดดเด่นในเกมรับของ จูเซปเป้ วิลสัน กองหลังกัปตันทีมลูกครึ่งอังกฤษ-อิตาลี, ลูชาโน่ เร เชคโคนี่ และ มาริโอ ฟรุสตาลูปิ 2 คีย์แมนในแดนกลาง รวมถึง จอร์โจ้ คินาญญ่า ที่ยืนค้ำในแดนหน้า ภายใต้การวางแทคติกของ ตอมมาโซ่ มาเอสเตรลลี่ ก็ทำให้พวกเขาเบียดลุ้นแชมป์มากับ เอซี มิลาน และ ยูเวนตุส ทีมแชมป์ ก่อนจะเข้าป้ายเป็นอันดับที่ 3 โดยมีแต้มตามหลัง 2 ทีมหัวตารางเพียง 1 และ 2 คะแนนตามลำดับ

1974 – ลาซิโอ ยังคงรักษาฟอร์มอันน่าตื่นตะลึงเอาไว้ได้ในฤดูกาลต่อมา ในขณะที่ คินาญญ่า ก็ยิงประตูได้เป็นกอบเป็นกำจนทำให้ทีมขยับขึ้นไปรั้งอยู่ในตำแหน่งจ่าฝูงก่อนวันคริสต์มาสต์เพียงไม่กี่วัน จนกระทั่งนัดรองสุดท้ายของฤดูกาลที่ทีมมาได้จุดโทษที่กลาย
เป็นประตูโทนในเกมที่พบกับ ฟอจจา ตอนช่วงครึ่งหลัง ก็ทำให้พวกเขาคว้าแชมป์ สคูเด็ตโต้ ได้เป็นสมัยแรก พร้อมกับการครองตำแหน่งดาวซัลโลในฤดูกาล 1973-74 ของ คินาญญ่า ที่ซัดไปทั้งหมด 24 ประตู

1976 – หลังจบด้วยอันดับที่ 4 ในฤดูกาลป้องกันแชมป์ ในการออกสตาร์ทฤดูกาลใหม่ทีมที่กำลังระส่ำระสายจากอาการป่วยด้วยโรคมะเร็งของ มาเอสเตรลลี่ จนต้องหยุดพักรักษาตัวชั่วคราวก็ทำได้เพียงหนีรอดการตกชั้นไปได้แบบหวุดหวิด โดยมีคะแนนเท่ากับ อัสโคลี่ ทีมที่ร่วงลงไปแต่มีประตูได้เสียและผลเฮด-ทู-เฮดที่ดีกว่า จนกระทั่งหลังจบฤดูกาลก็มีข่าวเศร้าสำหรับแฟนๆทั้งการอำลาทีมไปด้วยปัญหาส่วนตัวของ จอร์โจ้ คินาญญ่า ที่ย้ายไปเล่นอยู่ใน สหรัฐอเมริกา และการเสียชีวิตของ มาเอสเตรลลี่ ที่พ่ายแพ้ต่อโรคร้ายในช่วงปลายปีนั้น

1977 – แม้ทีมจะกลับมาทำผลงานได้ดีขึ้นจากการคว้าโควตาไปลงเตะ ยูฟ่า คัพ ด้วยการอยู่ในอันดับที่ 5 แต่ในระหว่างฤดูกาลนั้นก็มีเรื่องราวที่ช็อคแฟนๆเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อ ลูชาโน่ เร เชคโคนี่ มิดฟิลด์ตัวหลักของทีมเกิดเสียชีวิตกะทันหันจากเหตุการณ์ตลกไม่ออกที่เขาและเพื่อนร่วมทีมอีกคนแกล้งเป็นคนร้ายทำทีบุกเข้าไปในร้านเพชรพลอยที่เพื่อนของเขาเป็นเจ้าของอยู่ แต่สิ่งที่ เร เชคโคนี่ ไม่ทันได้คาดคิดก็คือเพื่อนที่เป็นเจ้าของร้านกำลังอยู่ในอาการหวั่นวิตกหลังพึ่งถูกปล้นมาเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้านี้ จึงทำให้เขาตัดสินใจใช้อาวุธปืนที่เตรียมไว้ยิงสวนเข้าไปที่กลางหน้าอกของ เร เชคโคนี่ ที่ใส่หน้ากากอำพรางอยู่ ก่อนที่ กองกลางดีกรีทีมชาติอิตาลี จะไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาลด้วยวัยเพียง 28 ปีอย่างน่าเศร้า

1980 – หลังเกาะกลุ่มอยู่ในพื้นที่กลางตารางตลอด 2 ซีซั่นที่ผ่านมา แม้พวกเขาจะทำผลงานได้ไม่ค่อยดีจนตกลงไปอยู่ในอันดับที่ 15 แต่จากการมีส่วนพัวพันกับคดีล็อคผลการแข่งขันที่เกี่ยวโยงถึงสโมสรจาก เซเรีย อา 5 ทีมและ เซเรีย บี 2 ทีมรวมถึงผู้เล่นและสตาฟฟ์โค้ชรวมกว่า 20 คน ก็ได้บทสรุปออกมาว่า ลาซิโอ และ เอซี มิลาน คือ 2 ทีมที่ถูกปรับตกชั้นลงไปในฤดูกาลนั้น ในขณะที่ทีมอื่นโดนลงโทษตัดแต้ม ส่วนบรรดาผู้เล่นและทีมงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องก็ถูกโทษแบนระหว่าง 3 เดือนถึง 6 ปี โดยหนึ่งในนั้นก็คือ เปาโล รอสซี่ ฮีโร่ของทีมชาติอิตาลีในอีก 2 ปีต่อมา

1983 – จากที่เกือบจะเลื่อนชั้นขึ้นมาได้ตั้งแต่ปีแรกจนตกลงไปอยู่กลางตารางในปีต่อมา จนกระทั่งหลังใช้เวลาใน เซเรีย บี อยู่นาน 3 ปี ทีมก็ได้สิทธิ์กลับคืนสู่ เซเรีย อา ได้สำเร็จจากการได้อันดับที่ 2 รองจาก เอซี มิลาน

1984 – ด้วยความพยายามดิ้นรนอย่างสุดความสามารถ ในที่สุดพวกเขาก็รอดพ้นการตกชั้นได้สำเร็จจากการเปิดบ้านยันเสมอ ยูเวนตุส ทีมที่คว้าแชมป์ไปแล้ว 1-1 ในนัดปิดฤดูกาล โดยมีแต้มเท่ากับ เจนัว ทีมที่ร่วงลงไปแต่มีผลเฮด-ทู-เฮดที่เหนือกว่า

1985 – แต่สุดท้ายพวกเขาก็ไปไม่รอด เมื่อเก็บได้เพียง 15 คะแนนจากการลงเตะ 30 นัดและจมอยู่ในอันดับรองบ๊วยโดยมีแต้มเท่ากับ เครโมเนเซ่ ทีมท้ายตาราง จนต้องไปนับหนึ่งใหม่ใน เซเรีย บี ฤดูกาลหน้า

1987 – จากการตกชั้นมาในคราวนี้ ลาซิโอ อยู่ในสภาพทีมที่ดูไร้ทิศทางกับโอกาสในการเลื่อนชั้น แถมยังเจอเคราะห์ซ้ำกรรมซัดจากวีรกรรมของ เคลาดิโอ วินาซซินี่ ผู้เล่นกองกลางของทีมที่ดันไปมีส่วนพัวพันกับคดีพนันฟุตบอลจนทำให้พวกเขาต้องถูกตัดแต้ม 9 คะแนน แต่ยังดีที่ ยูเจนิโอ ฟัสเช็ตติ ที่พึ่งเข้ามารับตำแหน่งกุนซือยังช่วยให้ทีมรอดพ้นการร่วงลงไปอยู่ใน เซเรีย ซี ได้จากการลงเตะเกมเพลย์ออฟหนีตายร่วมกับ ทารันโต้ และ คัมโปบาสโซ่ โดยที่รายหลังสุดคือทีมที่ต้องตกชั้นลงไป

1988 – และก็เป็นผลงานของ ฟัสเช็ตติ ที่ช่วยพาทีมกลับคืนสู่ เซเรีย อา ได้สำเร็จ จากการเข้าป้ายเป็นอันดับที่ 3 ในฤดูกาล 1987-88 บวกกับการเข้ามาบริหารงานของ จานมาร์โก้ คาลเลรี่ ในช่วงเวลานั้นก็ทำให้ทีมค่อยๆมีสถานะทางบัญชีที่มั่นคงยิ่งขึ้น

1992 – ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาพวกเขาประคับประคองตัวเองอยู่ในพื้นที่กลางตารางมาโดยตลอด จนกระทั่งการก้าวเข้ามาเป็นเจ้าของสโมสรคนใหม่ของ แซร์โจ้ ครันญ็อตติ ก็ช่วยพลิกประวัติศาสตร์ให้กับทีมไปอีกขั้นจากนโยบายที่พร้อมจะทุ่มซื้อสตาร์เข้ามาสู่ทีม

1993 – จากการคุมทีมเป็นฤดูกาลที่ 3 ของ ดิโน่ ซอฟฟ์ และได้ตัวดาวเตะหน้าใหม่เข้ามาทั้ง พอล แกสคอยน์ สตาร์ตัวแสบทีมสิงโตคำราม และ อารอน วินเทอร์ มิดฟิลด์ชาวดัตช์ ที่มาแจมร่วมกับ 2 แข้งชาวเยอรมัน คาร์ล ไฮนซ์ รีดเล่ และ โทมัส ดอลล์ ก็ช่วยให้ทีมขยับขึ้นมาจนคว้าสิทธิ์ไปลงเตะ ยูฟ่า คัพ ได้จากการจบในอันดับที่ 5

1994 – เบียงโคเชเลสติ ปล่อยตัว รีดเล่ กลับไปเล่นให้กับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ในบ้านเกิด และดึงตัว อเลน บอคซิช หัวหอกชาวโครแอตเข้ามาแทนที่ ก่อนที่ ซอฟฟ์ จะพาทีมขยับขึ้นมาได้อีกหนึ่งอันดับจากการได้ที่ 4 ในฤดูกาล 1993-94

1955 – ทันทีที่ ซเดเน็ค ซีแมน กุนซือชาวเช็กเข้ามารับหน้าที่ต่อจาก ดิโน่ ซอฟฟ์ ในช่วงออกสตาร์ทฤดูกาลใหม่ ก็เริ่มมีปัญหาไม่ลงรอยกับ แกสคอยน์ ที่มักมีปัญหาเรื่องความฟิต โดยที่เขายังหนีบ โฮเซ่ ชาม็อต กองหลังคู่บุญที่ติดตามมาจาก ฟอจจา ด้วยเช่นกัน ซึ่งก็มาช่วยประสานงานร่วมกับ โรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ ในแดนกลางที่บวกกับความร้อนแรงในการทำประตูของ จูเซปเป้ ซินญอรี่ และ ปิแอร์ลุยจิ คาซิรากี้ ก็ช่วยให้ทีมเข้าป้ายเป็นที่ 2 รองจาก ยูเวนตุส ที่ทิ้งห่างไปไกลถึง 10 คะแนน
ซเดเน็ค ซีแมน กุนซือชาวเช็กเข้ามารับหน้าที่ต่อจาก ดิโน่ ซอฟฟ์

1996 – ทีมตัดสินใจปล่อยตัว พอล แกสคอยน์ ไปให้กับ เรนเจอร์ส ในช่วงซัมเมอร์ และใช้ผู้เล่นตัวหลักเดิมๆก่อนจะจบฤดูกาล 1995-96 ในอันดับที่ 3 โดยที่ ซินญอรี่ คว้าตำแหน่งดาวซัลโวที่ 24 ประตูเท่ากับ อิกอร์ ปร็อตติ ดาวยิงจาก บารี่

1997 – อินทรีฟ้าขาว จัดการเสริมทัพด้วยการดึงตัว ปร็อตติ ดาวซัลโวลีกในซีซั่นที่ผ่านมา พร้อมเซ็นสัญญากับ พาเวล เนดเวด สตาร์ทีมชาติเช็กที่ย้ายมาจาก สปาร์ต้า ปราก แต่หลังจากออกสตาร์ทด้วยความพ่ายแพ้ 2 นัดรวดและยังมีผลงานต่อจากนั้นที่ขึ้นๆลงๆก็ทำให้ ซีแมน กระเด็นหลุดออกจากตำแหน่งในช่วงปลายเดือนมกราคม โดย ดิโน่ ซอฟฟ์ ได้ย้อนกลับมารับหน้าที่ต่อในช่วงเวลาที่เหลือ จนกระทั่งพาทีมจบฤดูกาลในอันดับที่ 4

1998 – สโมสรประกาศแต่งตั้ง สเวน-โกรัน อีริคส์สัน เข้ามาทำหน้าที่กุนซือ และจัดการเสริมทัพด้วย โรแบร์โต้ มันชินี่, วลาดิเมียร์ ยูโกวิช, มาเทียส อัลเมย์ด้า และ จูเซปเป้ ปันคาโร่ พร้อมกับการฟอร์มที่เริ่มเปล่งประกายสดใสของ อเลสซานโดร เนสต้า ก็ทำให้ทีมเริ่มกระโจนเข้าสู่เส้นทางลุ้นแชมป์มาโดยตลอด จนกระทั่งมามีจุดเปลี่ยนในช่วงต้นเดือนเมษายนจากการพ่ายคารัง สตาดิโอ โอลิมปิโก ให้กับ ยูเวนตุส 1-0 ก็ทำให้ฟอร์มของพวกเขาเกิดช็อตไปดื้อๆและเก็บได้เพียงแค่แต้มเดียวจาก 6 นัดที่เหลือจนร่วงลงไปอยู่ในอันดับที่ 7 ซึ่งเป็นผลงานที่แย่ที่สุดในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา แต่ อีริคส์สัน ยังคงได้ไปต่อเนื่องจากสามารถพาทีมเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศอีก 2 รายการ และสามารถคว้าแชมป์ โคปปา อิตาเลีย มาครองได้จากการเอาชนะ เอซี มิลาน ด้วยสกอร์รวม 3-2 แต่ก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ย่อยยับให้กับ อินเตอร์ มิลาน 3-0 ในนัดชิงถ้วย ยูฟ่า คัพ ที่ ปาร์ก เดส์ แพร็งซ์ กรุงปารีส

1999 – ทีมออกสตาร์ทฤดูกาลใหม่ได้อย่างคึกคักจากการเฉือนเอาชนะ ยูเวนตุส 2-1 ในถ้วย ซูเปอร์โคปปา อิตาเลียน่า ในขณะที่มีการทุ่มซื้อ 2 ผู้เล่นในแดนหน้าเข้ามาเสริมทีมทั้ง คริสเตียน วิเอรี่ ในราคา 25 ล้านยูโรที่กลายเป็นสถิติโลกในขณะนั้น โดยจับคู่กับ มาร์เซโล่ ซาลาส ดาวยิงชาวชิลีที่ย้ายมาจาก ริเวอร์ เพลท บวกกับ เดยัน สแตนโกวิช และ ซินิซ่า มิไฮโลวิช 2 สตาร์ชาวเซอร์เบียที่ย้ายเข้ามาสร้างชื่อได้ในทันที แม้ทีมจะเปิดตัวได้แบบตะกุกตะกักแต่หลังจากเครื่องติดก็เริ่มทำผลงานแล่นฉิวและรั้งอยู่ในตำแหน่งจ่าฝูงจนมาสะดุดด้วยการพ่าย 2 เกมติดในช่วงก่อนจะถึง 5 นัดสุดท้าย ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่ เอซี มิลาน กลับมาแรงปลาย ก่อนที่จุดหักเหสำคัญจะอยู่ที่การบุกไปเสมอกับ ฟิออเรนติน่า 1-1 ในนัดรองสุดท้ายจนทำให้ ปีศาจแดงดำ ปาดหน้าคว้าแชมป์ไปครองโดยมีคะแนนมากกว่าเพียงแค่แต้มเดียว อย่างไรก็ตามทีมยังได้รางวัลปลอบใจจากการคว้าแชมป์ ยูฟ่า คัพ วินเนอร์ส คัพ หลังจากเอาชนะ เรอัล มายอร์ก้า 2-1 ได้ในนัดชิงที่ วิลล่า พาร์ค เมืองเบอร์มิ่งแฮม

2000 – คริสเตียน วิเอรี่ ที่ซัดไป 12 ประตูจาก 22 นัดในซีซั่นที่ผ่านมา ตัดสินใจย้ายทีมไปอยู่กับ อินเตอร์ มิลาน หลังมีปัญหาผิดใจกับ แซร์โจ้ ครันญ็อตติ ประธานสโมสร แต่ทีมก็นำเงินค่าตัวของเขาไปแลกเป็นผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาทั้ง ฮวน เซบาสเตียน เวรอน, ซิโมเน่ อินซากี้ และ ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ โดยช่วยกันประเดิมคว้าแชมป์แรกด้วยการเอาชนะ แมนฯ ยูไนเต็ด 1-0 ในถ้วย ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ ก่อนจะทำแต้มไล่ตามหลัง ยูเวนตุส มาโดยตลอด ในขณะที่ช่วงปลายเดือนมีนาคม ยูเว่ ยังคงมีแต้มนำห่างอยู่ 9 คะแนน แต่หลังจากการพ่ายแพ้ให้กับทั้ง เอซี มิลาน, ลาซิโอ และ เฮลลาส เวโรน่า โดยที่ทีมทำแต้มหล่นหายไปกับ ฟิออเรนติน่า เท่านั้น จึงทำให้ก่อนลงสนามนัดสุดท้ายเหลือช่องว่างเพียงแค่ 2 คะแนน ซึ่ง ลาซิโอ ก็สามารถคว้าแชมป์ สคูเด็ตโต้ สมัยที่ 2 ได้สำเร็จจากการเปิดบ้านสอนบอล เรจจิน่า 3-0 ในขณะที่ทีมจ่าฝูงดันไปพลิกพ่ายให้กับ เปรูจา 1-0 ท่ามกลางแมตช์ที่มีสายฝนเทกระหน่ำจนแทบจะท่วมสนาม นอกจากนี้แล้วทีมยังเป็นฝ่ายครองถ้วย อิตาเลียน คัพ เป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 3 ปีจากการออกนำ อินเตอร์ มิลาน ในบ้านไปก่อน 2-1 ด้วยการทำประตูของ เนดเวด และ ซิเมโอเน่ ก่อนจะบุกไปยันเสมอ 0-0 ที่ ซาน ซีโร่ ได้ในนัดต่อมา ภายในปีนั้นพวกเขายังเป็นสโมสรแรกที่กระโจนเข้าสู่ตลาดหุ้นของ อิตาลี

2001 – พวกเขาเปิดฤดูกาลด้วยการย้ำแค้น อินเตอร์ มิลาน ไปแบบสุดมันส์ 4-3 ในรายการ อิตาเลียน ซูเปอร์ คัพ ท่ามกลางการเสริมทัพด้วย 2 ดาวยิงเลือดฟ้าขาว เอร์นาน เครสโป และ เคลาดิโอ โลเปซ ที่ยังมาพร้อมกับ ดิโน่ บาจโจ้ มิดฟิลด์โปรไฟล์สูงจาก ปาร์ม่า ก่อนจะมีปัญหาคลื่นใต้น้ำขึ้นมาเมื่อ อีริคส์สัน เกิดไปเซ็นสัญญารับงานคุมทีมชาติอังกฤษในช่วงซัมเมอร์หน้ากับ เอฟเอ จนส่งผลกระทบให้ฟอร์มของทีมเริ่มดร็อปลง จนกระทั่งเจ้าตัวตัดสินใจลาออกในช่วงต้นปี ก่อนที่ ดิโน่ ซอฟฟ์ จะถูกตามตัวกลับมาอีกครั้งและช่วยให้ทีมกลับไปรั้งอยู่ในอันดับที่ 3 ตามหลัง ยูเวนตุส และ โรม่า ทีมคู่ปรับร่วมเมืองที่ผงาดขึ้นไปคว้าแชมป์ได้ในที่สุด

2002 – จากการออกสตาร์ท 4 นัดแรกโดยควานหาชัยชนะไม่เจอเลย ก็ทำให้ อัลแบร์โต้ ซัคเคโรนี่ ถูกดึงตัวเข้ามาคุมทีมแทน ซอฟฟ์ และแม้จะมีการทุ่มงบเสริมทัพด้วย กาอิซก้า เมนดิเอต้า, ดาร์โก้ โควาเซวิช และ ยาป สตัม เข้ามา แต่ 2 รายแรกโดยเฉพาะ เมนดิเอต้า ที่ย้ายเข้ามาด้วยค่าตัว 47.7 ล้านยูโรกลับไม่สามารถทดแทนการจากไปของ พาเวล เนดเวด และ ฮวน เซบาสเตียน เวรอน ได้เลยซักนิด ก่อนที่ทีมจะทำได้ดีที่สุดด้วยการคว้าโควตาไปลงเตะ ยูฟ่า คัพ หลังจบในอันดับที่ 6 ซึ่งภายในปีนั้นเกิดมีคดีเกี่ยวกับทรัพย์สินและกิจการส่วนตัวของ แซร์โจ้ ครันญ็อตติ ที่บีบบังคับให้เขาต้องลาออกจากตำแหน่งประธาน และเริ่มส่งผลกระทบถึงปัญหาการเงินของสโมสรจนทำให้ต้องทยอยขายผู้เล่นคนสำคัญออกไป

2003 – ทีมยอมปล่อยตัว อเลสซานโดร เนสต้า และ เอร์นาน เครสโป ให้กับ เอซี มิลาน ในช่วงปรีซีซั่น พร้อมกับได้ตัว โรแบร์โต้ มันชินี่ อดีตศูนย์หน้าของทีมเข้ามารับบทเทรนเนอร์และสามารถพาทีมจบในอันดับที่ 4 จนได้โอกาสลงเตะใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก โดยต้องไปเริ่มต้นจากเกมคัดเลือกในรอบที่ 3

2004 – หลังผ่าน เบนฟิก้า ไปได้ในรอบคัดเลือก ลาซิโอ ก็ได้เข้าไปอยู่ในกรุ๊ป G ของรอบแบ่งกลุ่มร่วมกับ เชลซี, สปาร์ต้า ปราก และ เบซิคตัส แต่หลังจากเป็นฝ่ายเอาชนะ เบซิคตัส 2-0 ได้ที่ ตุรกี พวกเขาก็ไม่ชนะใครอีกเลยและตกรอบแบ่งกลุ่มไปด้วยการอยู่ในตำแหน่งรั้งท้าย ส่วนผลงานในลีกก็ขยับลงมาจบด้วยอันดับที่ 6 แต่ มันชินี่ สามารถพาทีมผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศในถ้วย โคปปา อิตาเลีย และคว้าแชมป์สมัยที่ 4 มาครองได้สำเร็จจากการเหมาคนเดียว 2 ประตูของ สเตฟาโน่ ฟิออเร่ ที่ กรุงโรม ก่อนจะบุกไปยันเสมอ 2-2 ที่บ้านของ ยูเวนตุส โดยที่ ฟิออเร่ ยังเป็นคนยิงตีเสมอในช่วง 4 นาทีสุดท้ายของเกม จนมาถึงช่วงซัมเมอร์ เคลาดิโอ โลติโต้ นักธุรกิจชาวโรมัน ก็ก้าวเข้ามาเป็นผู้ถือครองสโมสรรายใหม่และช่วยยุติการถูกควบคุมกิจการโดยสถาบันการเงินที่เริ่มดำเนินมาตั้งแต่ปี 2002

2005 – ในช่วงก่อนออกสตาร์ทซีซั่นใหม่ทีมเหลือนักเตะอยู่ไม่ถึง 15 คน ในขณะที่ โรแบร์โต้ มันชินี่ ก็สละเรือไปอยู่กับ อินเตอร์ มิลาน ซึ่ง โลติโต้ ก็พยายามหาทางออกด้วยการหันไปทาบทาม เปาโล ดิ คานิโอ ดาวยิงวัย 36 ปี ให้ยอมกลับมาอยู่กับทีมขวัญใจในวัยเด็ก ซึ่งเจ้าตัวยังยอมลดค่าเหนื่อยลงไปถึง 75% อีกด้วย และขยับ โดเมนิโก้ คาโซ่ ที่กำลังดูแลทีมเยาวชนให้ขึ้นมาทำหน้าที่เฮดโค้ช ก่อนที่ จูเซปเป้ ปาปาโดปูโล่ จะเข้ามาเสียบแทนระหว่างฤดูกาลจนกระทั่งพาทีมจบในอันดับที่ 13

2006 – อินทรีฟ้าขาว สูญเสียผู้เล่นตัวหลักออกไปอีกทั้ง แฟร์นานโด คูโต้, เปาโล เนโกร และ จูเลียโน่ จานนิเค็ดด้า ในขณะที่ เดลิโอ รอสซี่ ถูกตั้งแต่งให้เป็นผจก.ทีมคนใหม่ที่ได้ทำงานร่วมกับ อันเจโล่ เปรุสซี่, ลูชาโน่ ซาอูรี่, มัสซิโม่ อ็อดโด้, ฟาบิโอ ลิเวรานี่, อุสมาน ดาโบ และ ตอมมาโซ่ ร็อคคี่ ที่ยังคงยืนหยัดอยู่กับทีมต่อและยินดีที่จะลดค่าเหนื่อยลงด้วย ก่อนจะจบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 6 จนกระทั่งคดี กัลโช่โปลี ที่ได้บทสรุปออกมาในช่วงซัมเมอร์ ก็ทำให้พวกเขาโดนหางเลขจากโทษปรับ 30 แต้มจนร่วงลงมาอยู่ที่ 16 พร้อมถูกตัดสิทธิ์ลงเตะในรายการ ยูฟ่า คัพ

2007 – แม้ทีมจะต้องสูญเสีย อุสมาน ดาโบ และ ฟาบิโอ ลิเวรานี่ ไปให้ แมนฯ ซิตี้ และ ฟิออเรนติน่า แบบไม่มีค่าตัวตามลำดับ รวมถึงต้องยอมขาย มัสซิโม่ อ็อดโด้ กองหลังกัปตันทีมให้ เอซี มิลาน ในช่วงหน้าหนาว แต่ภายใต้การคุมทีมของ รอสซี่ กลับสามารถพานักเตะที่เหลือทำผลงานได้ดีเกินคาดจนทะยานขึ้นไปจบอยู่ในอันดับที่ 3 และได้โอกาสลงเตะใน แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบคัดเลือกซีซั่นหน้า

2008 – พวกเขาผ่าน ดินาโม บูคาเรตส์ จนได้ลงเตะในรอบแบ่งกลุ่มที่อยู่กรุ๊ปเดียวร่วมกับ เรอัล มาดริด, โอลิมเปียกอส และ แวร์เดอร์ เบรเมน และก็เหมือนเมื่อ 4 ปีก่อนที่ทีมคว้าชัยชนะได้เพียงแค่ครั้งเดียวจากเกมในบ้านกับ เบรเมน และจอดอยู่แค่รอบนั้นจากการเป็นทีมบ๊วยของตาราง ในระหว่างฤดูกาลมีเหตุน่าเศร้าเกิดขึ้นเมื่อ กาบริเอลเล่ ซานดรี แฟนบอลของทีมเสียชีวิตขณะนั่งอยู่ในรถยนต์จากการถูกกระสุนปืนลูกหลงที่มีประจักษ์พยานมากมายยืนยันว่ามาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ยิงใส่กลุ่มแฟนบอลอุลตร้าของ ลาซิโอ ที่กำลังไล่ปาก้อนหินใส่กองเชียร์ของ ยูเวนตุส บนถนนมอเตอร์เวย์

2009 – หลังจบในอันดับที่ 12 เมื่อฤดูกาลก่อน รอสซี่ ก็ยังประคองผลงานจนจบในอันดับที่ 10 แต่กองเชียร์ของพวกเขาก็ยังมีโอกาสได้เฉลิมฉลองกันเต็มที่ หลังผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ อิตาเลียน คัพ เพื่อไปดวลกับ ซามพ์โดเรีย ซึ่งหลังจากจบ 90 นาทีด้วยสกอร์ 1-1 และยังทำอะไรกันไม่ได้อีกในช่วงต่อเวลาพิเศษจนต้องหาผู้ชนะด้วยการดวลจุดโทษ ลาซิโอ ก็เป็นฝ่ายที่แม่นเป้ากว่าก่อนจะคว้าแชมป์สมัยที่ 5 ในรายการนี้ได้สำเร็จ

2010ดาวิเด้ บัลลาร์ดินี่ ย้ายเข้ามาเป็นผจก.ทีมคนใหม่แทนที่ เดลิโอ รอสซี่ และประเดิมผลงานชิ้นแรกด้วยการคว้าถ้วย ซูเปอร์โคปปา อิตาเลียน่า ที่เดินทางไปฟาดแข้งกันไกลถึง กรุงปักกิ่ง ในแมตช์ที่เฉือนเอาชนะ อินเตอร์ มิลาน 2-1 ก่อนจะพาทีมจบฤดูกาลนั้นด้วยอันดับที่ 12 แบบเงียบๆ

ดาวิเด้ บัลลาร์ดินี่ ย้ายเข้ามาเป็นผจก.ทีมคนใหม่

2011 – ด้วยผลงานอันยอดเยี่ยมของ แอร์นาเนส จอมทัพชาวบราซิลที่ย้ายเข้ามาในช่วงซัมเมอร์ด้วยค่าตัว 8.2 ล้านปอนด์ บวกกับฝีไม้ลายมือของ เอโดอาร์โด้ เรย่า ที่เข้ามารับตำแหน่งกุนซือคนใหม่ก็ช่วยให้ทีมขยับขึ้นไปรั้งอยู่ในอันดับที่ 5 และคว้าโควตาลงเตะ ยูฟ่า คัพ ในซีซั่นถัดไป

2012 – เบียงโคเชเลสติ จัดการเสริมทัพในช่วงปรีซีซั่นด้วยการคว้าตัว มิโรสลาฟ โคลเซ่ มาจาก บาเยิร์น มิวนิค, ฌิบริล ซิสเซ่ จาก พานาธิไนกอส และ เซนาด ลูลิช จาก ยัง บอยส์ ในขณะที่ยอมปล่อยตัว สเตฟาน ลิคท์สไตเนอร์ ให้กับ ยูเวนตุส และเซ็นสัญญากับ เฟเดริโก มาร์เค็ตติ มาจาก กายารี่ ก่อนจะขาย แฟร์นานโด้ มุสเลร่า ให้กับ กาลาตาซาราย ซึ่งพวกเขาก็ยังรักษามาตรฐานการเล่นของตัวเองเอาไว้ได้ก่อนจะเข้าป้ายเป็นอันดับที่ 4 หลังจบฤดูกาล 2011-12

2013 – อันโตนิโอ คันเดรว่า กลายเป็นดีลสุดคุ้มประจำช่วงซัมเมอร์ เมื่อปีกทีมชาติอิตาลีที่ย้ายเข้ามาด้วยสัญญายืมตัวจาก อูดิเนเซ่ สามารถโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมและกลายเป็นผู้เล่นตัวหลักของ วลาดิเมียร์ เพทโควิช กุนซือป้ายแดงที่พึ่งย้ายเข้ามาก่อนหน้าเขาไม่นาน ในระหว่างซีซั่นทีมถึงขั้นทะยานขึ้นไปรั้งอยู่ในตำแหน่งรองจ่าฝูงตอนช่วงออกสตาร์ทปี 2013 แต่กลับทำฟอร์มแผ่วลงไปในช่วงครึ่งฤดูกาลหลังก่อนจะปิดฉากด้วยการอยู่ในอันดับที่ 7 อย่างไรก็ตามพวกเขาก็สามารถผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ โคปปา อิตาเลีย และสามารถสยบ โรม่า ทีมคู่ปรับตัวฉกาจลงได้ 1-0 จากประตูชัยในนาทีที่ 71 ของ ลูลิช

2014 – เพทโควิช ยังไม่สามารถพาลูกทีมกลับไปโชว์ฟอร์มได้เหมือนช่วงครึ่งแรกในซีซั่นที่ผ่านมาจนถูกปลดออกไปในเดือนมกราคม ก่อนที่ เอโดอาร์โด้ เรย่า จะหวนกลับมารับตำแหน่งอีกครั้งและช่วยประคองทีมไปจนจบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 9

2015 – ลาซิโอ ประกาศแต่งตั้ง สเตฟาโน่ ปิโอลี่ เข้ามาทำหน้าที่คุมทีมตั้งแต่ช่วงปรีซีซั่น โดยที่ทีมยังได้ตัว มาร์โก้ ปาโรโล่ มาจาก ปาร์ม่า และ สเตฟาน เดอ ฟราย มาจาก เฟเยนูร์ด ซึ่งก็ช่วยกันทำผลงานจนกลับขึ้นไปผงาดอยู่ในอันดับที่ 3 รองจาก โรม่า และ ยูเวนตุส ทีมแชมป์ นอกจากนี้พวกเขายังผ่านเข้าสู่นัดชิงถ้วย โคปปา อิตาเลีย แต่ก็ตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ให้กับ ยูเวนตุส 2-1 จากประตูชัยของ อเลสซานโดร มาตรี้ ในช่วงต่อเวลาพิเศษ

2016 – ซิโมเน่ อินซากี้ อดีตศูนย์หน้าของทีมขยับเข้ามาเป็นเทรนเนอร์คนใหม่ให้กับ ลาซิโอ แทนที่ ปิโอลี่ ที่ถูกปลดออกไปหลังพาทีมพ่ายให้กับ โรม่า 4-1 ในช่วงต้นเดือนเมษายน ก่อนจะเข็นทีมจนจบฤดูกาลในอันดับที่ 8

2017 – ชิโร่ อิมโมบิเล่ หัวหอกทีมชาติอิตาลี ที่เซ็นสัญญามาจาก โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ในราคา 8.75 ล้านยูโร สามารถคืนฟอร์มเก่งได้อีกครั้งหลังช่วยถล่มไป 23 ประตูจากการลงสนาม 36 เกม และช่วยให้ทีมเข้าป้ายในอันดับที่ 5 พร้อมพาทีมเข้าชิงชนะเลิศในรายการ อิตาเลียน คัพ กับ ยูเวนตุส เป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 3 ปี แต่ก็ไม่อาจช่วยให้ทีมรอดพ้นจากการพ่ายแพ้ไปได้ 2-0

2018 – อย่างไรก็ตาม อินซากี้ ก็พาลูกทีมล้างแค้น ยูเว่ ได้สำเร็จหลังเป็นฝ่ายเฉือนเอาชนะไป 3-2 ในเกม ซูเปอร์โคปปา อิตาเลียน่า ที่ อิมโมบิเล่ ช่วยเหมาคนเดียว 2 ประตู โดยบทสรุปในซีซั่น 2017-18 แม้ทีมจะจบในอันดับที่ 5 แต่ด้วยฟอร์มอันยอดเยี่ยมของ หลุยส์ อัลแบร์โต้ และ เซอร์เก มิลินโควิช-ซาวิช ที่ช่วยกันสร้างสรรค์เกมในแดนกลางก็ส่งผลให้ อิมโมบิเล่ ผงาดขึ้นไปคว้ารางวัลดาวซัลโวร่วมกับ เมาโร อิคาร์ดี้ ด้วยผลงาน 29 ประตูในลีก

ผู้สนับสนุนและศัตรูคู่อริ

ลาซิโอ คือสโมสรที่มีแฟนบอลซัพพอร์ทมากที่สุดเป็นอันดับ 6 ของประเทศและมากเป็นอันดับที่ 2 ของ กรุงโรม หรือคิดเป็นตัวเลขราว 2% จากจำนวนแฟนบอลชาวอิตาเลียนทั้งหมด Irriducibili Lazio คือกลุ่มแฟนบอลอุลตร้าที่ใหญ่ที่สุดของสโมสรโดยก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1987 พวกเขาคือกลุ่มกองเชียร์ที่คอยสร้างสีสันมากที่สุดระหว่างเกม ดาร์บี้ เดลล่า คาปิตาเล่ (Derby della Capitale) หรือ ดาร์บี้แห่งกรุงโรม โดยเป็นการเผชิญหน้ากันระหว่าง ลาซิโอ และ โรม่า ที่ถือเป็นหนึ่งในเกมฟาดแข้งระหว่างทีมคู่อริที่ดุเดือดเลือดพล่านมากที่สุดในวงการลูกหนังทั่วโลก

ลาซิโอ คือสโมสรที่มีแฟนบอลซัพพอร์ทมากที่สุด

ครั้งหนึ่งในเกมดาร์บี้ที่แสนจะร้อนระอุระหว่างซีซั่น 1979-80 วินเซนโซ่ ปาปาเรลลี่ คุณพ่อลูกสองวัย 33 ปีผู้เป็นแฟนบอลของ ลาซิโอ เสียชีวิตคาที่ระหว่างเกมจากการถูกพลุไฟฉุกเฉินที่จุดมาจากฝั่งกองเชียร์ โรม่า พุ่งปักเข้าที่เบ้าตา ในขณะที่กลุ่มอุลตร้าของ อินทรีฟ้าขาว ก็เคยใช้สัญลักษณ์สวัสดิกะประดับอยู่ในแผ่นป้ายแบนเนอร์เพื่อแสดงออกถึงการเหยียดผิวที่บรรดาผู้เล่นผิวสีของ หมาป่าแห่งกรุงโรม มักจะตกเป็นเป้าหมายมาโดยตลอด

นอกจากนี้ทั้ง นาโปลี, ลิวอร์โน่, เปสคาร่า และ อตาลันต้า ก็ถือเป็นทีมคู่แข่งที่สำคัญของพวกเขา และยังรวมไปถึง ฟิออเรนติน่า, ยูเวนตุส และ เอซี มิลาน อีกด้วย อย่างไรก็ตามกลุ่มอุลตร้าของพวกเขากลับมีความสัมพันธ์อันดีกับบรรดากองเชียร์ของ อินเตอร์ มิลาน, ตริเอสติน่า และ เวโรน่า นอกจากนี้แฟนๆของทีมก็ยังคงความเป็นมิตรสหายที่เกี่ยวดองกันมานานกับ เลฟสกี้ โซเฟีย ที่ครั้งหนึ่ง ลาซิโอ เคยถูกรับเชิญให้ไปลงเตะในแมตช์ฉลองครบรอบ 100 ปีของสโมสรจาก บัลแกเรีย